Posts Tagged ‘My Diary’
“วันเด็ก” ที่เกาะลอย
วันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ ถ้าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับวันเอดส์โลก หรือ วันฮัลโลวีน ก็คงไม่ถูกกาละเทศะเป็นแน่แท้ ฮ่าๆ … “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม” นี่คือคำขวัญวันเด็กประจำปี 2553 ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุับัน และเป็นประเพณีไปแล้ว ที่ต้องเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้มอบคำขวัญประจำวันเด็ก ที่ต้องมีความหมายดีๆ เป็นกรอบให้แก่เด็กๆได้ปฏิบัติเพื่อที่จะเติบใหญ่เป็นพลเมืองที่ดีในวันหน้า

วันเด็กแห่งชาติ
วันเด็กแห่งชาติ … ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีความสำคัญมากขนาดไหน เป็นวาระของชาติก็ว่าได้ เพราะเด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ไม่เหมือนผู้ใหญ่ในวันนี้ ซึ่งรอเป็นผีในวันหน้า เด็กคือกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต ดังนั้นในวันนี้ ทุกภาคทุกจังหวัดจึงมีการจัดงานวันเด็กกันทั่วทุกหัวระแหง เป็นการเอาใจเด็กว่างั้นเถอะ
สมัยยังเป็นเด็ก ผมไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้น หรือยินดียินร้ายกับวันเด็กมากนักเท่าที่จำได้ ในความรู้สึกเหมือนเป็นงานรูทีนซ้ำๆกันว่า พ่อแม่พาไปเปิดบัญชีธนาคารออมสิน เพื่อจะเอากระปุกออมสินที่เค้าจะแจกเฉพาะวันเด็ก ได้รับของขวัญจากหน่วยงานต่างๆ เป็นสมุด ดินสอ ยางลบ อุปกรณืเครื่องเขียนเสียเป็นส่วนมาก แล้วก็ไปกินข้าวกัน แล้วก็กลับบ้าน หรือว่าสมัยนั้นยังไม่เจริญเท่าไหร่ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เที่ยวและกิจกรรมเพียบ

กิจกรรมวันเด็กจัดโดย AIS
วันนี้น้องบัวไปเรียนพิเศษเหมือนเช่นทุกวันเสาร์ ส่วนน้องไหมก็ยังเด็กเกินไปที่จะออกไปตากแดดเปรี้ยงๆ ดังนั้นวันนี้ผมเลยต้องปลอมตัวเป็นเด็ก ไปดูลาดเลางานวันเด็กที่เกาะลอยเสียหน่อยแล้ว
ผมไปถึงประมาณสิบโมงเช้า ผู้คนหนาตาเป็นเด็กเสียส่วนใหญ่ (ก็วันเด็กนี่นา) บรรยากาศภายในงาน มีซุ้มให้เด็กๆได้เล่นเกมเพื่อแลกของขวัญเยอะพอสมควร แถมแหลกแจกสะบัดว่างั้น มีกิจกรรมการละเล่นและการแสดงของเยาวชนจากหลายสถาบัน ซึ่งจัดโดย AIS

"บ้านลม" ของเล่นสุดฮิตของเด็กๆ
และที่สาคัญขาดไม่ได้ก็คือ “บ้านลม” ของเล่นสุดฮิตของเด็กๆ ดูน่าสนุก เสียดายสมัยผมเป็นเด็ก ของเล่นแบบนี้ไม่มีครับ … ผมเดินไปเดินมา ดูโน่นดูนี่ รู้สึกว่าตัวเองปลอมเป็นเด็กไม่เนียนเลย อีกอย่างไม่มีลูกมาด้วย เหมือนขาดอะไรสักอย่างที่เป็นสัญญลักษณ์ของวันเด็ก จึงตัดสินใจกลับบ้านมาถ่ายทอดสดให้เพื่อนๆได้รู้ ผ่านทางบล็อกนี้แหละครับ
ก่อนกลับบ้าน เหลือบเห็นเจ้าตุ๊กตาสีสวยหลากหลายแบบ ลอยเล่นลมอยู่ สอบถามสนนราคาก็ตัวละ 40 บาท ก็เลยเลือกปลานีโมมาฝากน้องไหมเป็นของขวัญวันเด็กปีนี้ … สุขสันต์วันเด็กจ๊ะ ลูกรัก.
DTAC Internet
โดยปกติบริษัทที่ทำงานผมอยู่ จะต่ออินเตอร์เนตไฮสปีดไว้ให้พนักงานไว้ใช้ เพื่อในการเขียนบล็อก หรือเล่นเฟซบุ๊ค เอ้ย ไม่ใช่ เอาไว้ใช้งาน ซึ่งความเร็วในการใช้งานก็พอรับได้ แต่ขอโทษทีเถอะ ที่บ้านผมยังต่ออินเตอร์เนตด้วยโมเด็ม 56K อยู่เลย และใช้บริการอินเตอร์เนตฟรีขององค์การที่ใช้รหัสยูสเซอร์ U89$… นั่นแหละครับ ต่อโทรศัพท์หนึ่งครั้ง เล่นได้ 2 ชม. ซึ่งได้ความเร็วประมาณ 42K ก็พอจะเปิดหน้าเวปเพจได้พอสมควร แต่ถ้าเวปไหนมีรูปหรือแฟลชเยอะล่ะก็ อย่าได้ย่างกรายเข้าไปทีเดียวเชียว ความเร็วจะประมาณหอยทากคลานบนถนนราดยางมะตอยนั่นเชียว ฮ่าๆ
และด้วยเหตุที่ว่า ในวันปกติผมจะไม่ต่ออินเตอร์เนตที่บ้านเลย กลับถึงบ้านกินข้าว ดูทีวี แล้วก็เอาลูกสาวคนเล็กไปกล่อมนอนแล้ว นอกจากจะเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ หรือเป็นวันหยุดเท่านั้น ทำให้ผมไม่เคยคิดจะติดอินเตอร์เนตไฮสปีดที่บ้านเลย ตั้ง 600 กว่าบาทรวม VAT ด้วย เพราะใช้งานไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไป

DTAC Internet
ไอ้ครั้นจะหาแอร์การ์ดมาใช้ก็กระไรอยู่ ราคาแอร์การ์ดที่คุณภาพพอใช้ได้ก็ราคาพันกว่าบาทแน่ะ (ไม่ได้ขี้เหนียวแต่เสียดายเงินน่ะ
) แต่มาช่วงก่อนจะสิ้นปี 2552 มีเพื่อนมาแนะนำว่า ก็สมัครใช้บริการเสริมของดีแทคซิ แล้วใช้มือถือต่ออินเตอร์เนต จะใช้สายดาต้าลิงก์หรือบลูธูท ก็สะดวกทั้งนั้น และมีให้เลือกหลากหลายราคาเสียด้วย มีตั้งแต่ใช้รายวัน รายเดือน หรือแบบเติมเงินก็ได้ … อือ น่าสนใจดีเหมือนกันครับ เพราะก็กำลังเบื่อเจ้าหอยทาก เอ้ย โมเด็มนี่เต็มทนเหมือนกัน
ผมก็เลยลองเข้าไปดูรายละเอียดที่เวปไซท์ของดีแทคเค้า พบโปรโมชั่นรายเดือน 50 ชั่วโมง 199 บาท และช่วงนี้แถมชั่วโมงให้อีก 50 เป็น 100 ชั่วโมง นาน 3 รอบบิลหรือ 3 เดือนนั่นแหละ ก็เลยลองสมัครโดยผ่านระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ มันช่างง่ายจริงๆ แผลบเดียวผมก็มีหนี้สินที่ต้องจ่ายเพิ่มในแต่ละเดือนอีก 199 บาทแล้วล่ะ
ผมทดลองต่ออินเตอร์เนตด้วยบลูธูทกับเจ้าโน๊ตบุกเอเซอร์แก่ๆของผม ต่อได้ที่ความเร็ว 115.2 KB ซึ่งก็นับว่าพอเพียงกับความต้องการพื้นฐานแลัว เพราะผมไม่เน้นการดาวน์โหลด และอย่างน้อย มันก็เร็วกว่าโมเด็มประมาณ 3 เท่า ก็ต้องบอกว่าพอใจในระดับหนึ่งแล้วครับ และนับจากนี้ ชีวิตผมคงมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ ว่าไม๊ครับ.
ปล. ไม่ได้ค่่าโฆษณาจากทางดีแทคแม้แต่น้อยนะครับ
ตะลุยโรงหมอ
หลังจากได้เกริ่นไว้ที่บล็อกที่แล้ว เรื่องการเอาเหล็กออกจากแขนลูกสาวของผม ตอนนี้ก็เรียบร้อยแล้ว รอวันที่ร่างกายจะทำการฟื้นฟูตัวเอง ซึ่งต้องให้เป็นหน้าที่ของเวลาเท่านั้นครับ แล้วก็เลยเอารูปมาฝาก เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ลูกๆหลานด้วย ว่าอย่าเอาแต่่ซนอย่างเดียว ต้องรู้จักเชื่อฟังพ่อแม่บ้าง อ้อ รูปนี้ค่อนข้างหวาดเสียว เด็กควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำเวลาดู แต่ถ้าใจไม่แข็งห้ามดูเด็ดขาด ฮ่าๆ

หลังจากเอาเหล็กออกแล้ว
แล้ววันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นการ “ตะลุยโรงหมอ” ของผม งานนี้ไปเดี่ยวๆ ภรรยากับลูกๆไม่ได้ไปด้วย ก็ไปรพ.ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เลือกโปรแกรมการตรวจเสร็จ (ผมเลือกการตรวจเหมือนปีที่แล้ว) แต่ปีนี้พิเศษ ทางรพ.มีโปรโมชั่นจากราคาเก้าพันกว่าบาท ลดลงเหลือเพียงสี่พันกว่าบาทเท่านั้น
ขั้นตอนเริ่มแรกก็วัดสายตาประกอบแว่น เอ้ย ไม่ใช่ … วัดสายตาเฉยๆ แต่เค้าไม่ได้บอกอะไรนะครับว่าสั้นยาวเอียงเท่าไหร่ เสร็จแล้วก็ไปเจาะเลือด 10 ซีซี ตอนดูดตอนแรก หน้ามืดไปพักนึง จากนั้นก็ไปเอ็กซเรย์ทรวงอกด้านบน ต้องเต๊ะท่าแบบซุปเปอร์แมน คือยืนท้าวเอวและยกไหล่ขึ้น ต่อด้วยไปตรวจคลื่นหัวใจและประสิทธิภาพการสูบฉีดของเส้นเลือด มีการต่อสายระโยงระยางและมัดมือมัดเท้าอีก 4 จุด แล้วเครื่องนี่ก็จะค่อยๆบีบที่ละจุดไปเรื่อยๆ เห็นแล้วก็ทึ่ง คนเรานี่เก่งนะครับช่างคิดเครื่องไม้เครื่องมือแบบนี้ได้ ถ้าเอาความเก่งไปใช้ในทางที่ถูกนะครับ
จากนั้นก็ให้ผมกินน้ำเข้าไปเยอะๆ เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะมีน้ำเพื่อให้การทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้องได้ผลที่แม่นยำยิ่งขึ้น ผมกินน้ำไป 4 แก้วกับอีก 6 กรวยกระดาษเล่นเอาอิ่มไปเลย ตอนทำพิธี เ้อ้ย อัลตร้าซาวด์นี่ เค้าเอาเจลเย็นเจี๊ยบทาบริเวณท้อง ตอนทาตอนแรกสะดุ้งโหยงเลย แอร์ก็เย็นอยู่แล้ว หมอเค้าก็สั่งหายใจเข้าหายใจออก พร้อมกับเอาอะไรไม่รู้เรียกไม่ถูก กดๆถูๆคลึงๆไปมาบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง แลัวเครื่องพิมพ์ก็พิมพ์ภาพออกมาเรื่อยๆ
พอเสร็จแล้ว ก็ให้ไปปัสสาวะพร้อมกับเก็บตัวอย่างมา 1 ขวดเล็กๆ แล้วก็พาผมไปเอ็กซเรย์การทำงานของหัวใจอีก เป็นอันเสร็จพิธีทั้งหมด ตอนนี้ก็ได้เวลากินข้าวเช้าแล้ว เค้ามีข้าวต้มกุ้งเตรียมไว้ให้ด้วย พออิ่มหนำสำราญ ก็นั่งรอฟังผลการวินิจฉัยของหมอประมาณ 1 ชม.
ผลการตรวจสุขภาพของผมปีนี้ แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากปีที่แล้ว เจ้ากรดยูริกก็ยังสูงกว่าปกติเล็กน้อย ผมถูกคุณหมอสั่งให้งดอาหารพวกเครื่องในสัตว์ หน่อไม้ ยอดผัก แตงกวา ก๋วยเตี๋ยวน้ำเพราะน้ำต้มกระดูกมียูริกสูง และที่สำคัญที่สุด สั่งให้ผมเพลาๆการทานเบียร์ลง เฮ้อ … ลำบากใจจริงๆเล๊ย.
ปลดพันธนาการ
นับตั้งแต่วันที่น้องบัว ลูกสาวคนโตของผม ได้สร้างวีรกรรมอันโดดเด่น ด้วยการร่วมฉลอง “บันไดลิง” เครื่องเล่นใหม่เอี่ยมของโรงเรียน ถึงขนาดตกลงมา แขนหัก ต้องผ่าตัดดามเหล็กไว้ที่ข้อศอกซ้าย จนถึงวันนี้เป็นเวลาครบ 1 เดือนพอดีเป๊ะ ที่เธอต้องใช้ชีวิตโดยใช้เพียงแขนเดียว ตั้งแต่อาบน้ำ กินข้าว อ่านหนังสือ ว่ายน้ำ เอ่อ อันนี้ไม่ใช่ ซึ่งแต่ละอย่างนับว่าเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากโดยแท้

น้องไหมกับพี่บัว
แล้วก็เข้าสู่เรื่องที่ผมจั่วหัวบล็อกเอาไว้ เพราะวันนี้เป็นวันที่คุณหมอนัดให้ไปเอาเหล็กที่ดามออกได้แล้ว สร้างความยินดีปรีดากระดี๊กระด๊าให้น้องบัวเป็นอย่างมาก เพราะจะได้วิ่งเล่นซะที เป็นงั้นไป แทนที่จะมีอารมณ์นึกกลัวนั่นกลัวนี่หรือกลัวเจ็บ เฮ่อ นี่แหละหนาเด็ก
ผมไปส่งลูกที่รพ.ไม่ได้ เพราะมีประชุมตอนเช้า และมีงานค้างที่ต้องสะสางให้เสร็จก่อนช่วงบ่าย เลยต้องให้แม่น้องบัวแสดงแทน พอทำงานไปได้สักพักใหญ่ กำลังเพลินๆ เหลือบมองนาฬิกาก็สิบโมงแล้ว ตอนนี้น่าจะเอาเหล็กออกเสร็จแล้ว ลองโทรไปถามไถ่อาการสักหน่อย ว่าเอาออกยังไง ฉีดยาชาหรือเปล่า ร้องไห้ไหม ปรากฏว่าคำตอบคือ เอาเหล็กออกเรียบร้อยแล้ว ไม่ฉีดยาอะไรทั้งนั้น ไม่ร้องสักแอะ ตอนนี้ไปเรียนหนังสือแล้ว !!!
อึ้งกิมกี่สิครับท่านผู้ชม…เจ้าเหล็กสองเส้นที่เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น ที่โผล่ออกมาตรงปลายข้อศอกนั่นมันเอาออกง่ายๆเลยเหรอ แล้วตอนรูดเอาเหล็กออก ลองนึกภาพตอนเรารูดเอาลูกชิ้นออกจากไม้ดูนะครับ เนื้อลูกชิ้นมันยังยู่ไปมาเลย แล้วนี่มันเนื้อคนนะไม่ใช่ลูกชิ้น มันจะไม่เจ็บมั่งหรือไงนะ หรือว่าลูกสาวผมอึด ตอนที่แขนหักก็ไม่ร้องไห้สักแอะ จนหมองงว่าทนได้ยังไง แต่ก็ช่างมัน เอาออกแล้วก็แล้วไป หมดเรื่องหมดราวกันเสียที ห่วงแต่ลูกสาวผมนี่สิ เคยถามว่า ถ้าแขนหายแล้วจะไปเล่นเจ้าบันไดลิงนี่อีกหรือเปล่า … คำตอบคือ แน่นอนค่ะพ่อ ฮ่วย.
ตรวจสุขภาพประจำปีกันเถอะ
เมื่อวานมีข่าวนักการเมืองอาวุโสท่านหนึ่ง เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ทั้งๆที่ได้ข่าวว่าอาการเพิ่งทรุดลงเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนนี่เอง เลยรู้สึกว่าถึงคุณจะร่ำรวยเงินทองมากมายมหาศาลขนาดไหน แต่ยังไงคุณก็ซื้อสุขภาพที่ดีให้ตัวเองไม่ได้ แล้วพอมานึกย้อนถึงตัวเอง ก็ทำให้ผมเสียวสันหลังเหมือนกัน เพราะนี่ก็ถึงเวลาของการตรวจสุขภาพประจำปีอีกแล้ว หลังจากที่ตรวจร่างกายครั้งล่าสุดไปเมื่อเดือนนี้ของปีก่อน ก็เลยต้องบอกตัวเองว่า ถึงเวลาที่จะต้องตลุยโรงหมออีกครั้งหนึ่งแล้ว

โปรแกรมตรวจร่างกายประจำปี
บังเอิญบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ท่านมีจิตอันเป็นกุศลกลัวพนักงานตายในหน้าที่มาก เลยจัดงบให้ส่วนหนึ่งให้พนักงานได้ไปตรวจสุขภาพกันเอาเองตามอัธยาศัยตามแต่สะดวกและศรัทธา แล้วค่อยเอาบิลมาเบิกกับบริษัททีหลัง ซึ่งผมก็เลือกเอาโปรแกรมตามรูปบน ซึ่งสะดวกเพราะอยู่ใกล้บ้านด้วย แต่ขอสงวนชื่อโรงพยาบาลไว้หน่อยเพราะไม่ได้ค่าโฆษณา 55
จำได้ว่าขั้นตอนการตรวจร่างกายก็คือ งดอาหารและน้ำหลังสองทุ่ม (เอ หรือสี่ทุ่มนะ ชักไม่แน่ใจ) ก่อนตรวจร่างกายวันถัดไป และก็ต้องไปกันแต่เช้า และห้ามทานอาหารเช้าหรือน้ำ ไปถึงก็เจาะเลือดก่อน ดูดไปประมาณ 10 ซีซี ได้มังครับ (เต็มหลอดนั่นแหละ) แล้วเค้าก็พาไปเอ็กซเรย์คลื่นหัวใจ ตรวจปัสสาวะ อัลตร้าซาวด์ช่องท้องด้านบน เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด ตรวจปริมาณไขมันคลอเลสเตอรอล ปริมาณไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ตรวจหามะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเซี่ยงจี๊ เออ อัันนี้ไม่ใชนี่หว่า โอ้ย เยอะแยะไปหมด น่าทึ่งนะครับ แค่เลือดของเราอย่างเดียวเนี่ย สามารถตรวจหาโรคอะไรๆำได้เยอะแยะเลย
หลังจากตรวจอะไรๆไปหมดแล้ว เราเลือกได้ว่าจะเอาผลตรวจกลับบ้านเลย หรือรอคุณหมอท่านวินิจฉัยผลการตรวจให้ ซึ่งก็ร้อยทั้งร้อยรอหมอทั้งนั้นแหละครับ เพราะผลที่ออกมามีแต่ภาษาอังกฤษกับตัวเลข ไม่รู้เรื่องหรอก ซึ่งผลการตรวจสุขภาพของผม (ปีที่แล้ว) ก็ปกติดี มีแต่ว่ามีกรดยูริกสูงไปหน่อย และมีไขมันส่วนเกินอยู่ในตับเล็กน้อย รอดไปปีนึง ส่วนปีนี้จะเป็นยังไงก็ต้องรอวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้แหละครับ.