Posts Tagged ‘family’
“อึ” ใครคิดว่าไม่สำคัญ
ตั้งแต่น้องบัวลูกสาวคนแรกลืมตาดูโลก และจนมาถึงน้องไหมลูกสาวคนเล็ก ผมก็ไม่เคยคิดว่าการดูแลลูกน้อย เป็นหน้าที่ของแม่เพียงคนเดียวแม้แต่น้อย ผมทำได้ตั้งแต่อาบน้ำ สระผม ล้างจิ๋ม ตรวจความสะอาดของเธอ ทาแป้ง แต่งตัว ป้อนข้าว ฯลฯ ผมทำได้ในทุกอย่างที่แม่จะทำได้ ไม่เคยบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนแต่อย่างใด
ทีีนี้การปัสสาวะขับถ่าย ก็เป็นเรื่องธรรมช๊าติธรรมชาติของสัตว์โลก เด็กทารกที่เพิ่งคลอดถึงประมาณ 6 เดือน มักจะเป็นอุจจาระเหลวกลิ่นไม่ค่อยรุนแรงทารุณ เพราะทานแต่นมแม่หรือไม่ก็นมสังเคราะห์ ในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ ไม่เหมือนของเด็กโตหรือผู้ใหญ่ (ใครกินข้าวอยู่ตอนนี้ ควรหลีกเลี่ยง ฮ่าๆ) และเราก็มักจะใชัผ้าอ้อมเด็กเป็นที่รองรับของเสียเหล่านั้น เพราะซักแล้วเอากลับมาใช้ใหม่ได้ แต่เมื่อโตขึ้นก็จำเป็นต้องใช้แพมเพอร์ส (จริงๆแล้วเป็นชื่อยี่ห้อ เหมือนเราเรียกผงซักฟอกว่า “แฟ้บ” นั่นแหละครับ) เพราะมีความมิดชิดและปกป้องการซึมเปื้อนได้ดีักว่าผ้าอ้อมธรรมดา แต่ … เมื่อโตขึ้นไปอีก ธรรมชาติก็จะสอนให้เด็กรู้จักถ่ายโดยไม่ต้องใช้แพมเพอร์สอีกต่อไป และผู้ช่วยของเราก็คือ …

กระโถนจ้า
จากที่ได้อ่านจากคู่มือการเลี้ยงลูกหรือการเสิร์ชหาจากอินเตอร์เนต เค้าแนะนำว่าเด็กที่แบ่งแยกออกแล้วว่า การปวดท้องที่เกิดจากการปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ มีวุฒิภาวะพร้อมที่จะหัดขับถ่ายในแบบของผู้ใหญ่ แบบเราๆท่านๆกันได้แล้ว และสิ่งที่เค้าแนะนำมาก็คือ “กระโถนหัดนั่ง” ของเด็กทารกที่เริ่มโต ก่อนที่จะไปหัดนั่งชักโครกของจริง จริงๆแล้วเจ้านี่มีมากมาย หลากหลายรูปแบบหลายยี่ห้อ มีตั้งแต่ 59 บาท ไปจนถึงเกือบ 500 บาท ส่วนเจ้าในรูปที่หน้าตาคลาสสิคนั่น ผมจำได้ว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่มากพอสมควร ประมาณ 149 บาท ถ้าจำไม่ผิด แหะ แหะ
ตอนนี้ทุกเช้า ก่อนที่จะพาน้องไหมไปอาบน้ำ ผมจะถามน้องไหมก่อนว่า “ปวดขี้ป่าว? ขี้แล้วหรือยัง?” เธอก็จะบอกด้วยกริยาสองแบบ คือ พยักหน้า หรือไม่ก็สั่นหัว นั่นก็ตรงตามตำราการเลี้ยงลูกเด๊ะเลยว่า ถ้าลูกบอกเราได้ว่า ต้องการอะไร ก็ถึงเวลาที่ต้องสอนให้นั่งกระโถนเพื่อรองรับการใช้งานชักโครกต่อไปในภายหน้า และตอนนี้น้องไหมก็ขวบกับอีก 7 เดือนแล้ว ฟังรู้เรื่องแล้วแต่ยังพูดไม่ได้ ส่วนเราผู้เป็นพ่อแม่ ก็ต้องพยายามสอนกันเข้าไป มันก็คงเป็นเรื่องเล็กๆในอีกเรื่องใหญ่ๆอีกหลายเรื่องในอนาคต ก็มีเรื่องมาคุยกันเบา สบายๆ ไม่ซีเรียสแบบนี้แหละครับ.
ปลดพันธนาการ
นับตั้งแต่วันที่น้องบัว ลูกสาวคนโตของผม ได้สร้างวีรกรรมอันโดดเด่น ด้วยการร่วมฉลอง “บันไดลิง” เครื่องเล่นใหม่เอี่ยมของโรงเรียน ถึงขนาดตกลงมา แขนหัก ต้องผ่าตัดดามเหล็กไว้ที่ข้อศอกซ้าย จนถึงวันนี้เป็นเวลาครบ 1 เดือนพอดีเป๊ะ ที่เธอต้องใช้ชีวิตโดยใช้เพียงแขนเดียว ตั้งแต่อาบน้ำ กินข้าว อ่านหนังสือ ว่ายน้ำ เอ่อ อันนี้ไม่ใช่ ซึ่งแต่ละอย่างนับว่าเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากโดยแท้

น้องไหมกับพี่บัว
แล้วก็เข้าสู่เรื่องที่ผมจั่วหัวบล็อกเอาไว้ เพราะวันนี้เป็นวันที่คุณหมอนัดให้ไปเอาเหล็กที่ดามออกได้แล้ว สร้างความยินดีปรีดากระดี๊กระด๊าให้น้องบัวเป็นอย่างมาก เพราะจะได้วิ่งเล่นซะที เป็นงั้นไป แทนที่จะมีอารมณ์นึกกลัวนั่นกลัวนี่หรือกลัวเจ็บ เฮ่อ นี่แหละหนาเด็ก
ผมไปส่งลูกที่รพ.ไม่ได้ เพราะมีประชุมตอนเช้า และมีงานค้างที่ต้องสะสางให้เสร็จก่อนช่วงบ่าย เลยต้องให้แม่น้องบัวแสดงแทน พอทำงานไปได้สักพักใหญ่ กำลังเพลินๆ เหลือบมองนาฬิกาก็สิบโมงแล้ว ตอนนี้น่าจะเอาเหล็กออกเสร็จแล้ว ลองโทรไปถามไถ่อาการสักหน่อย ว่าเอาออกยังไง ฉีดยาชาหรือเปล่า ร้องไห้ไหม ปรากฏว่าคำตอบคือ เอาเหล็กออกเรียบร้อยแล้ว ไม่ฉีดยาอะไรทั้งนั้น ไม่ร้องสักแอะ ตอนนี้ไปเรียนหนังสือแล้ว !!!
อึ้งกิมกี่สิครับท่านผู้ชม…เจ้าเหล็กสองเส้นที่เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น ที่โผล่ออกมาตรงปลายข้อศอกนั่นมันเอาออกง่ายๆเลยเหรอ แล้วตอนรูดเอาเหล็กออก ลองนึกภาพตอนเรารูดเอาลูกชิ้นออกจากไม้ดูนะครับ เนื้อลูกชิ้นมันยังยู่ไปมาเลย แล้วนี่มันเนื้อคนนะไม่ใช่ลูกชิ้น มันจะไม่เจ็บมั่งหรือไงนะ หรือว่าลูกสาวผมอึด ตอนที่แขนหักก็ไม่ร้องไห้สักแอะ จนหมองงว่าทนได้ยังไง แต่ก็ช่างมัน เอาออกแล้วก็แล้วไป หมดเรื่องหมดราวกันเสียที ห่วงแต่ลูกสาวผมนี่สิ เคยถามว่า ถ้าแขนหายแล้วจะไปเล่นเจ้าบันไดลิงนี่อีกหรือเปล่า … คำตอบคือ แน่นอนค่ะพ่อ ฮ่วย.
ตรวจสุขภาพประจำปีกันเถอะ
เมื่อวานมีข่าวนักการเมืองอาวุโสท่านหนึ่ง เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ทั้งๆที่ได้ข่าวว่าอาการเพิ่งทรุดลงเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนนี่เอง เลยรู้สึกว่าถึงคุณจะร่ำรวยเงินทองมากมายมหาศาลขนาดไหน แต่ยังไงคุณก็ซื้อสุขภาพที่ดีให้ตัวเองไม่ได้ แล้วพอมานึกย้อนถึงตัวเอง ก็ทำให้ผมเสียวสันหลังเหมือนกัน เพราะนี่ก็ถึงเวลาของการตรวจสุขภาพประจำปีอีกแล้ว หลังจากที่ตรวจร่างกายครั้งล่าสุดไปเมื่อเดือนนี้ของปีก่อน ก็เลยต้องบอกตัวเองว่า ถึงเวลาที่จะต้องตลุยโรงหมออีกครั้งหนึ่งแล้ว

โปรแกรมตรวจร่างกายประจำปี
บังเอิญบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ท่านมีจิตอันเป็นกุศลกลัวพนักงานตายในหน้าที่มาก เลยจัดงบให้ส่วนหนึ่งให้พนักงานได้ไปตรวจสุขภาพกันเอาเองตามอัธยาศัยตามแต่สะดวกและศรัทธา แล้วค่อยเอาบิลมาเบิกกับบริษัททีหลัง ซึ่งผมก็เลือกเอาโปรแกรมตามรูปบน ซึ่งสะดวกเพราะอยู่ใกล้บ้านด้วย แต่ขอสงวนชื่อโรงพยาบาลไว้หน่อยเพราะไม่ได้ค่าโฆษณา 55
จำได้ว่าขั้นตอนการตรวจร่างกายก็คือ งดอาหารและน้ำหลังสองทุ่ม (เอ หรือสี่ทุ่มนะ ชักไม่แน่ใจ) ก่อนตรวจร่างกายวันถัดไป และก็ต้องไปกันแต่เช้า และห้ามทานอาหารเช้าหรือน้ำ ไปถึงก็เจาะเลือดก่อน ดูดไปประมาณ 10 ซีซี ได้มังครับ (เต็มหลอดนั่นแหละ) แล้วเค้าก็พาไปเอ็กซเรย์คลื่นหัวใจ ตรวจปัสสาวะ อัลตร้าซาวด์ช่องท้องด้านบน เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด ตรวจปริมาณไขมันคลอเลสเตอรอล ปริมาณไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ตรวจหามะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเซี่ยงจี๊ เออ อัันนี้ไม่ใชนี่หว่า โอ้ย เยอะแยะไปหมด น่าทึ่งนะครับ แค่เลือดของเราอย่างเดียวเนี่ย สามารถตรวจหาโรคอะไรๆำได้เยอะแยะเลย
หลังจากตรวจอะไรๆไปหมดแล้ว เราเลือกได้ว่าจะเอาผลตรวจกลับบ้านเลย หรือรอคุณหมอท่านวินิจฉัยผลการตรวจให้ ซึ่งก็ร้อยทั้งร้อยรอหมอทั้งนั้นแหละครับ เพราะผลที่ออกมามีแต่ภาษาอังกฤษกับตัวเลข ไม่รู้เรื่องหรอก ซึ่งผลการตรวจสุขภาพของผม (ปีที่แล้ว) ก็ปกติดี มีแต่ว่ามีกรดยูริกสูงไปหน่อย และมีไขมันส่วนเกินอยู่ในตับเล็กน้อย รอดไปปีนึง ส่วนปีนี้จะเป็นยังไงก็ต้องรอวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้แหละครับ.
นอนไม่หลับ
เมื่อวานหลังจากทานมื้อเย็นเสร็จแล้ว พอประมาณสองทุ่ม หน้าที่ของผมก็คือพาเจ้าลูกสาวตัวน้อยเข้านอน ตอนนั้นอากาศกำลังเย็นสบาย พอหนูน้อยกินนมหมดขวดตาก็เริ่มปรือแล้ว และอีกพักเดียวก็เข้าสู่นิทรา ส่วนต้วผมเองกล่อมไปกล่อมมาไหงเป็นว่าหลับไปพร้อมกับลูกไปได้ก็ไม่รู้ ฮ่ะฮ่ะ
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่อาจทราบได้ ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงร้องไห้จ้าของเจ้าตัวน้อย เธอดิ้นพราดๆเหมือนกับกำลังตกใจกลัวอะไรสักอย่างแต่ดวงตาปิดสนิท อ้อ คงจะฝันร้ายมั้ง ความจริงเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เธอเคยเป็นแบบนี้มาครั้งนึงแล้ว แต่เธอยังเด็กมาก คงจะยังแยกไม่ออกระหว่างความฝันกับความจริงน่ะ
ผมรีบเอาลูกมากอดแนบอก พร้อมทั้งปลอบขวัญไปด้วย ใช้เวลาอยู่พักใหญ่จึงสงบลง แล้วเธอก็นอนหลับต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมดูเวลาตอนนั้นเกือบตีหนึ่งแล้ว ก็เข้านอนต่อ แต่ว่า … เกิดเรื่องแล้วสิ ตาค้างนอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมายังไงก็ไม่ยอมหลับ เปิดทีวีดูซะเลย ดูช่อง Fashion TV ซะหน่อยซิ ไม่ได้ดูนานแล้ว กดเปลี่ยนช่องไปเปลี่ยนช่องมา อ้าว เฮ้ยนี่ตีห้าแล้วเหรอเนี่ย อาบน้ำแต่งตัวเตรียมมาทำงานเลยแล้วกัน
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ตีห้าครึ่ง สมาชิกในบ้านยังไม่ตื่นซักคน ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านดีกว่า นานๆจะมีโอกาสแบบนี้ซักที แล้วก็จริงๆด้วย อากาศสดชื่นมากและเย็นสบายด้วยลมหนาวเอื่อยๆ สิ่งที่เห็นต่อมาก็คือแสงอาทิตย์เริ่มจะโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า ก็รีบเอาเจ้า Z3 เก็บภาพมาฝากกันนี่แหละ
ขณะที่กำลังดื่มด่ำกับความสงบและอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ เสียงสมาชิกในบ้านก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว อ้อ เริ่มตื่นกันแล้ว ตอนนั้นก็หกโมงเกือบครึ่ง ผมก็ขับรถมาทำงาน ทานข้าวเช้าเสร็จขึ้นออฟฟิศ ทำงานไปเรื่อยๆ ขณะนี้แปดโมงครึ่ง เวรกรรม … มันเริ่มมาง่วงเอาตอนนี้ซะด้วย เอ๊า … ต้องเอากาแฟเป็นตัวช่วยซะแล้ว จบเลยละกันครับ.
ยามเย็นที่ "เกาะลอย"
เกาะลอย

ในวันเสาร์ หลังจากนั่งๆนอนๆอยู่ในบ้านทั้งวัน พอถึงเวลาแดดร่มลมตก สำหรับเมืองเล็กๆค่อนข้างเงียบสงบอย่างศรีราชาแล้ว จะมีสถานที่ที่น่าไปพักผ่อนหย่อนใจยืดเส้นยืดสายอยู่ไม่กี่แห่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ “เกาะลอย”
ผมมาที่นี่บ่อย โดยเฉพาะสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เอาลูกสาวคนเล็กมาเที่ยวด้วย เพราะอากาศดี ลมพัดเย็นสบาย ผมชอบที่จะนั่งที่โขดหิน มองออกไป เห็นน้ำทะเลสุดลูกหูลูกตา นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ย่างกรายเข้ามาในชีวิต บางเรื่องถ้ากลับไปอยู่ในช่วงเวลานั้นได้ ก็คงจะไม่ทำ แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วมันย้อนกลับไม่ได้หรอก แต่ขอให้เป็นบทเรียนของชีวิตก็แล้วกัน

เกาะลอยในอดีต
ประวัติของเกาะลอยอย่างคร่าวๆมีว่า เมื่อพ.ศ.2442 (ร.ศ.118) สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาบรมราชเทวี ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักน้ำศรีมหาราชา
ในระหว่างประทับอยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จมาที่ศรีมหาราชาหลายวาระเมื่อสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ ศรีมหาราชา ทรงบำเพ็ญราชกุศลจึงโปรดเกล้าฯให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นธุระในการนิมนต์ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตติกนิกาย มาประทับที่ศรีมหาติกนิกาย มาประจำที่ ศรีมหาราชา ท่านเจ้าคุณฯจึงนำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ากราบเรียนเจ้าคณะมณฑลปราจีนในขณะนั้นคือพระราชมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินมราวาส (ภายหลัง เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) เพื่อขออาราธนาพระสงฆ์ มาประจำ ณ วัดเกาะลอยฯ
จากนั้นเจ้าคณะมณฑลปราจีนได้จัดให้พระสงฆ์มาอยู่จำพรรษา ณ วัดเกาะลอยฯ จำนวน 11 รูป มีพระพุทธกิจบริหารฯ (ภายหลังเป็นพระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาบางทราย) และได้โปรดเกล้าฯให้จัดเสนาสนะขึ้นที่วัดเกาะลอยฯ เป็นที่พำนักสงฆ์ ขั้นต้นมีกุฏิ 3 หลัง มีศาลา และโรงครัว ส่วนภัตตาหารที่นำมาถวายแด่พระสงฆ์ ได้มาโดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงพระราชทานเป็นประจำโดยมีทหารนำใส่เรือไปถวาย
ต่อมาปี พ.ศ.ใดไม่ทราบที่พำนักสงฆ์เกาะลอยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็น “วัดเกาะลอยศรีมหาราชา” และได้รับกฐินหลวงเป็นประจำในขณะที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประทับอยู่ที่ศรีมหาราชา

อาทิตย์ตกที่เกาะลอย
“เกาะลอย” เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวศรีราชามานาน มีทัศนียภาพงดงาม ใครได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนซักครั้ง จะต้องอยากมาอีกแน่นอนครับ โดยเฉพาะตอนแดดร่มลมตก อากาศเย็นสบาย จิบเบียร์เย็นๆไปด้วย โอ้ย สุดยอด.
