Posts Tagged ‘ลูกรัก’
โรงเรียนของน้องไหม (ตอน 2)
จะว่าไปแล้ว เนื้อหาของบล็อกวันนี้น่าจะเรียกว่าเป็นภาค 2 ของตอน โรงเรียนของน้องไหม ก็ว่าได้ เพราะนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ได้เวลาที่โคโดโมเดย์แคร์ (Kodomo Day Care) จะไ้ด้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที ท่ามกลางความใจหายใจคว่ำของผู้ปกครอง รวมทั้งผมด้วย ว่าเหตุไฉนจึงยังไม่เปิดเสียที
นับจากวันนั้น ก็มีผู้บริหารระดับสูง มาดูความเรียบร้อยของสถานที่ ท่านได้สั่งให้เอาน้ำพุจำลองออกไป (ไม่รู้ว่าเอาออกทำไม?) แล้วเติมชั้นวางรองเท้าแทน เพิ่มพัดลมดูดอากาศในตัวอาคาร ติดตั้งทีวีพร้อมเครื่องเล่นดีวีดี ปูพื้นด้วยพลาสติกอ่อนและทำรั้วข้างนอก เพื่อกันเด็กแอบออกไปเล่น ฮ่าๆ

Kodomo Day Care
“อึ” ใครคิดว่าไม่สำคัญ
ตั้งแต่น้องบัวลูกสาวคนแรกลืมตาดูโลก และจนมาถึงน้องไหมลูกสาวคนเล็ก ผมก็ไม่เคยคิดว่าการดูแลลูกน้อย เป็นหน้าที่ของแม่เพียงคนเดียวแม้แต่น้อย ผมทำได้ตั้งแต่อาบน้ำ สระผม ล้างจิ๋ม ตรวจความสะอาดของเธอ ทาแป้ง แต่งตัว ป้อนข้าว ฯลฯ ผมทำได้ในทุกอย่างที่แม่จะทำได้ ไม่เคยบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนแต่อย่างใด
ทีีนี้การปัสสาวะขับถ่าย ก็เป็นเรื่องธรรมช๊าติธรรมชาติของสัตว์โลก เด็กทารกที่เพิ่งคลอดถึงประมาณ 6 เดือน มักจะเป็นอุจจาระเหลวกลิ่นไม่ค่อยรุนแรงทารุณ เพราะทานแต่นมแม่หรือไม่ก็นมสังเคราะห์ ในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ ไม่เหมือนของเด็กโตหรือผู้ใหญ่ (ใครกินข้าวอยู่ตอนนี้ ควรหลีกเลี่ยง ฮ่าๆ) และเราก็มักจะใชัผ้าอ้อมเด็กเป็นที่รองรับของเสียเหล่านั้น เพราะซักแล้วเอากลับมาใช้ใหม่ได้ แต่เมื่อโตขึ้นก็จำเป็นต้องใช้แพมเพอร์ส (จริงๆแล้วเป็นชื่อยี่ห้อ เหมือนเราเรียกผงซักฟอกว่า “แฟ้บ” นั่นแหละครับ) เพราะมีความมิดชิดและปกป้องการซึมเปื้อนได้ดีักว่าผ้าอ้อมธรรมดา แต่ … เมื่อโตขึ้นไปอีก ธรรมชาติก็จะสอนให้เด็กรู้จักถ่ายโดยไม่ต้องใช้แพมเพอร์สอีกต่อไป และผู้ช่วยของเราก็คือ …

กระโถนจ้า
จากที่ได้อ่านจากคู่มือการเลี้ยงลูกหรือการเสิร์ชหาจากอินเตอร์เนต เค้าแนะนำว่าเด็กที่แบ่งแยกออกแล้วว่า การปวดท้องที่เกิดจากการปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ มีวุฒิภาวะพร้อมที่จะหัดขับถ่ายในแบบของผู้ใหญ่ แบบเราๆท่านๆกันได้แล้ว และสิ่งที่เค้าแนะนำมาก็คือ “กระโถนหัดนั่ง” ของเด็กทารกที่เริ่มโต ก่อนที่จะไปหัดนั่งชักโครกของจริง จริงๆแล้วเจ้านี่มีมากมาย หลากหลายรูปแบบหลายยี่ห้อ มีตั้งแต่ 59 บาท ไปจนถึงเกือบ 500 บาท ส่วนเจ้าในรูปที่หน้าตาคลาสสิคนั่น ผมจำได้ว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่มากพอสมควร ประมาณ 149 บาท ถ้าจำไม่ผิด แหะ แหะ
ตอนนี้ทุกเช้า ก่อนที่จะพาน้องไหมไปอาบน้ำ ผมจะถามน้องไหมก่อนว่า “ปวดขี้ป่าว? ขี้แล้วหรือยัง?” เธอก็จะบอกด้วยกริยาสองแบบ คือ พยักหน้า หรือไม่ก็สั่นหัว นั่นก็ตรงตามตำราการเลี้ยงลูกเด๊ะเลยว่า ถ้าลูกบอกเราได้ว่า ต้องการอะไร ก็ถึงเวลาที่ต้องสอนให้นั่งกระโถนเพื่อรองรับการใช้งานชักโครกต่อไปในภายหน้า และตอนนี้น้องไหมก็ขวบกับอีก 7 เดือนแล้ว ฟังรู้เรื่องแล้วแต่ยังพูดไม่ได้ ส่วนเราผู้เป็นพ่อแม่ ก็ต้องพยายามสอนกันเข้าไป มันก็คงเป็นเรื่องเล็กๆในอีกเรื่องใหญ่ๆอีกหลายเรื่องในอนาคต ก็มีเรื่องมาคุยกันเบา สบายๆ ไม่ซีเรียสแบบนี้แหละครับ.
ปลดพันธนาการ
นับตั้งแต่วันที่น้องบัว ลูกสาวคนโตของผม ได้สร้างวีรกรรมอันโดดเด่น ด้วยการร่วมฉลอง “บันไดลิง” เครื่องเล่นใหม่เอี่ยมของโรงเรียน ถึงขนาดตกลงมา แขนหัก ต้องผ่าตัดดามเหล็กไว้ที่ข้อศอกซ้าย จนถึงวันนี้เป็นเวลาครบ 1 เดือนพอดีเป๊ะ ที่เธอต้องใช้ชีวิตโดยใช้เพียงแขนเดียว ตั้งแต่อาบน้ำ กินข้าว อ่านหนังสือ ว่ายน้ำ เอ่อ อันนี้ไม่ใช่ ซึ่งแต่ละอย่างนับว่าเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากโดยแท้

น้องไหมกับพี่บัว
แล้วก็เข้าสู่เรื่องที่ผมจั่วหัวบล็อกเอาไว้ เพราะวันนี้เป็นวันที่คุณหมอนัดให้ไปเอาเหล็กที่ดามออกได้แล้ว สร้างความยินดีปรีดากระดี๊กระด๊าให้น้องบัวเป็นอย่างมาก เพราะจะได้วิ่งเล่นซะที เป็นงั้นไป แทนที่จะมีอารมณ์นึกกลัวนั่นกลัวนี่หรือกลัวเจ็บ เฮ่อ นี่แหละหนาเด็ก
ผมไปส่งลูกที่รพ.ไม่ได้ เพราะมีประชุมตอนเช้า และมีงานค้างที่ต้องสะสางให้เสร็จก่อนช่วงบ่าย เลยต้องให้แม่น้องบัวแสดงแทน พอทำงานไปได้สักพักใหญ่ กำลังเพลินๆ เหลือบมองนาฬิกาก็สิบโมงแล้ว ตอนนี้น่าจะเอาเหล็กออกเสร็จแล้ว ลองโทรไปถามไถ่อาการสักหน่อย ว่าเอาออกยังไง ฉีดยาชาหรือเปล่า ร้องไห้ไหม ปรากฏว่าคำตอบคือ เอาเหล็กออกเรียบร้อยแล้ว ไม่ฉีดยาอะไรทั้งนั้น ไม่ร้องสักแอะ ตอนนี้ไปเรียนหนังสือแล้ว !!!
อึ้งกิมกี่สิครับท่านผู้ชม…เจ้าเหล็กสองเส้นที่เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น ที่โผล่ออกมาตรงปลายข้อศอกนั่นมันเอาออกง่ายๆเลยเหรอ แล้วตอนรูดเอาเหล็กออก ลองนึกภาพตอนเรารูดเอาลูกชิ้นออกจากไม้ดูนะครับ เนื้อลูกชิ้นมันยังยู่ไปมาเลย แล้วนี่มันเนื้อคนนะไม่ใช่ลูกชิ้น มันจะไม่เจ็บมั่งหรือไงนะ หรือว่าลูกสาวผมอึด ตอนที่แขนหักก็ไม่ร้องไห้สักแอะ จนหมองงว่าทนได้ยังไง แต่ก็ช่างมัน เอาออกแล้วก็แล้วไป หมดเรื่องหมดราวกันเสียที ห่วงแต่ลูกสาวผมนี่สิ เคยถามว่า ถ้าแขนหายแล้วจะไปเล่นเจ้าบันไดลิงนี่อีกหรือเปล่า … คำตอบคือ แน่นอนค่ะพ่อ ฮ่วย.
กำลังใจ
วันนี้รีบตื่นแต่เช้า เพื่อพาน้องบัว (ลูกสาวที่แขนหัก) ไปโรงพยาบาลตามที่หมอนัดไปเอ็กซ์เรย์กระดูกว่าเป็นยังไงมั่ง หลังจากสองอาทิตย์ผ่านไป ที่ต้องไปแต่เช้าก็เพราะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ และใช้สิทธิ์บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่าคนเยอะมาก
ไปถึงรพ.ประมาณ 7.30 น. กรอกแบบฟอร์มการเข้ารักษาเสร็จ ก็ไปยื่นขอแบบฟอร์มการใช้สิทธิ์ที่ช่อง 4 ได้เอกสารมาปึกนึง แล้วให้ไปรอที่ห้อง 13 ซึ่งเป็นห้องศัลยกรรมกระดูก ตอนนั้นก็เพิ่งแปดโมง พยาบาลก็ประกาศว่าคุณหมอจะเข้าตรวจประมาณ 9 โมงถึง 9 โมงครึ่ง คนไข้ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผมก็คิดว่าเอาไงดีหว่า ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้ทาน แต่น้องบัวทานมาจากบ้านแล้ว
ขณะที่กำลังชั่งใจว่าจะไปทานข้าวก่อนดีไหม เจ้าหน้าที่ก็เรียกชื่อให้ไปเอ็กซ์เรย์ที่ห้อง 28 แผนการที่จะออกไปหาอะไรรองท้องก่อนก็ต้องงด พอไปเอ็กซ์เรย์ได้ฟิล์มแล้วก็กลับมาที่ห้องเดิม ตอนนั้นก็ 9 โมงเช้าพอดี นั่งรออีกประมาณ 20 นาที เค้าก็เรียกไปตรวจ ก็พบกับคุณหมอคนที่เคยผ่าตัดให้กับน้องบัวนั่นเอง
พอแกะผ้าพันแผลออก ผมเพิ่งเห็นว่ามีเหล็ก 2 เส้น เส้นเท่าไม้จิ้มฟันแทงทะลุเนื้อออกมา หมอดูฟิล์มเอ็กซ์เรย์แล้วบอกว่า ตอนนี้กระดูกยึดติดกันแล้ว มองจากฟิล์มคล้ายกับการต่อกิ่งต้นไ้ม้เลยแฮะ คุณหมอบอกว่าอีกสองอาทิตย์ ก็ให้มาเอาเหล็กออกได้เลย ไชโย แต่ที่ผมพลาดไปถนัดใจก็คือ ลืมถามคุณหมอว่า เอาเหล็กออกเนี่ย เอาออกยังไง จะต้องผ่าตัดอีกครั้งรึเปล่า ?
พูดถึงการบริการของรพ.ก็โอเค ผมก็เห็นเค้าทำกันเต็มที่แล้วนะ ไม่ได้หยุดหย่อนเหมือนกัน อย่าไปว่าอะไรมากนักเลย คนไทยด้วยกัน ไม่ควรทะเลาะกัน แฮ่ๆ แวะมาเรื่องนี้จนได้ พอได้ใบนัดเพื่อมาเอาเหล็กออกของคุณหมอแล้ว ก็รีบพาน้องบัวไปส่งที่โรงเรียน ส่วนตัวเองก็แน่บมาที่ทำงาน แล้วเขียนบล็อกเฉพาะกาลนี้เลยทันที นี่แหละครับ ตอนนี้โลกก็กลับมามีสีสันสดใสสำหรับผมอีกครั้ง เยส.
"แขนหัก" เรื่องไม่เล็กของเด็กเล็ก
ขณะกำลังขับรถกลับบ้านตอนเย็นวันจันทร์ มีโทรศัพท์เข้าจากภรรยาว่า “น้องบัวอยู่รพ…นะ คิดว่าแขนหัก..” อาการแรกคือตกใจ และอึ้งกิมกี่ เพราะมันเป็นความบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมากับน้องบัว พอตั้งสติได้ ผมเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางในทันที
พอไปถึง ก็พบน้องบัว ลูกสาวคนโตนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยสีหน้าตกใจนิดๆ สิ่งที่ผมเห็นต่อมาคือ ข้อศอกซ้ายของลูกมีผ้าก๊อชพันไว้และมีถุงน้ำแข็งวางทับไว้ สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือความสงสารจับใจเพราะมันคงจะเจ็บมาก แต่ผมไม่มีทางรู้ได้ว่าเจ็บเพราะกระดูกหักมันจะเจ็บแค่ไหน เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยมีอวัยวะส่วนไหนหักเลย
จากการสอบถามได้ความว่า เธอตกจากเครื่องเล่นใหม่ที่โรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้นักเรียน มันเป็น “บันไดลิง” และเธอตกลงมาเพราะมีการชนกันขณะปีนเล่นกันอยู่ แล้วลูกสาวผมธรรมดาที่ไหนซนเอาเรื่อง

ฟิล์มเอ็กซ์เรย์กระดูกที่หัก
ผลการเอ็กซเรย์ มีกระดูกส่วนที่หักออกมาตรงปลายกระดูกท่อนแขนส่วนบน หมอบอกว่าวิธีการรักษาต้องวางยาสลบ แล้วขั้นตอนต่อมาก็ต้องพยายามดันกระดูกที่หักให้เข้ารูปเดิมแล้วเข้าเฝือกไว้ แต่ถ้าไม่ได้ผลต้องทำการผ่าตัดแล้วดามเหล็กกระดูกแขนท่อนบนให้ติดกันแล้วเข้าเฝือก
หมอพาน้องบัวเข้าห้องผ่าตัดตอน 4 ทุ่มครึ่ง ผมกับภรรยากลับไปอาบน้ำที่บ้าน แล้วกลับมาเฝ้าที่หน้าห้องผ่าตัด เวลาผ่านไปจนเกือบจะตีสองของวันใหม่ พนักงานก็เข็นรถเข็นออกมา น้องบัวนอนอยู่บนนั้น หลับไหลไม่ได้สติ น่าสงสารมากครับ ขณะเดียวกันคุณหมอเจ้าของไข้ก็ออกมาอธิบายว่า วิธีการแรกไม่ได้ผลต้องใช้วิธีที่สอง เลยต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน และเธอจะมีแผลเป็นอยู่ที่ใต้ข้อศอกยาวประมาณ 2 นิ้ว และหลังจากแผลหายแล้ว ต้องทำกายภาพบำบัดอีกประมาณ 1 เดือน และที่สำคัญขณะที่เข้าเฝือกอยู่อย่าให้แขนกระทบกระเทือน เพราะอาจทำให้กระดูกไม่ต่อสนิททำให้แขนโก่งได้
คืนนั้น ไม่ใช่สิต้องเป็นเช้าวันนั้น ผมกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ส่วนภรรยาเฝ้าน้องบัวอยู่ที่รพ. พอเช้าผมรีบกลับไปที่รพ. ก็พบน้องบัวหน้าตาสดชื่นให้น้ำเกลืออยู่ แผลที่แขนก็พันผ้าไว้แน่นหนา

น้องบัวบอกว่ายังไหวค่ะ
เห็นแล้วก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง คิดซะว่าฟาดเคราะห์ ยังดีที่เป็นแขนซ้ายนะครับ ถ้าเป็นแขนขวาหรือเอาคอลงจะสูญเสียมากกว่านี้จนไม่กล้าจะคิดเลยครับ พอบอกว่าน้องบัว ถ่ายรูปไปอวดเพื่อนพ่อหน่อน แชะ ก็ได้ภาพนี้มา แต่เอ … เครื่องเล่นชนิดนี้อาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อเด็กมากไปหรือเปล่านะ เพราะถ้าน้องบัวตกได้ เด็กคนอื่นก็ย่อมจะตกได้นะ น่าคิดทีเดียว ?
