Archive for November, 2009
แค่หยุดอยู่กับที่ ก็กลายเป็นผู้ล้าหลัง
ปรัชญาเพื่อการทำงานและชีวิตของ ดร. เทียม โชควัฒนา
ที่มา หนังสือ 365 วัน ร่วมกันทำดี
ปรัชญาของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จมักจะกล่าวกันว่า นักธุรกิจนั้นต้องเป็นคนของวันพรุ่งนี้ เพราะเพียงแต่เขาเป็นคนของวันนี้ อะไรๆมันก็สายไปเสียแล้ว ต้องเป็นคนทันสมัย ทันโลกอย่าหยุดนิ่ง มีสายตาที่มองการณ์ไกล หาทางก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ สร้างอาณาจักรที่ทำให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังยากที่จะตามทันได้
การทำงานต้องมีแผนงาน มีการวางโครงการล่วงหน้า แต่ละปีต้องกำหนดว่า ปีนี้เป็นปีที่ท่านจะพัฒนาด้านใ่ด แล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามสถานการณ์
คนเราไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับความพึงพอใจในสถานการณ์ปัจจุบันได้ แม้ว่าทุกอย่างตอนนี้จะเข้ารูปเข้ารอยเป็นที่น่าพอใจ แต่เราก็ต้องคิดหาโครงการที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
เมื่อถึงยามที่การแข่งขันรุนแรง ก็อย่ารอช้า ต้องปรับปรุงพัฒนากิจการด้านโฆษณาของสินค้าต่างๆของบริษัท เมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ต้องมีฝ่ายวิจัยขึ้นคอยป้อนข้อมูลให้กับฝ่ายตลาดได้มีไว้ใช้วางแผนให้แม่นยำขึ้น
เมื่อธุรกิจการขายก้าวหน้า ก็ต้องเริ่มพัฒนาการผลิต ต้องพยายามเป็นผู้ที่อยู่แนวหน้าเป็นผู้บุกเบิก ทำก่อนคนอื่นย่อมได้เปรียบ
การที่บริษัทในเครือสหพัฒน์ฯแตกกิ่งก้านสาขาใหญ่โตแข็งแกร่งได้ทุกวันนี้ พนักงานส่วนใหญ่เป็นคนหมั่นศึกษาค้นคว้า เรียนรู้วิชาต่างๆอยู่ตลอดเวลา เป็นการดำรงตนอยู่อย่างไม่ประมาท เพราะหากเรามีความพอใจต่อความสำเร็จฉาบฉวยเฉพาะหน้า จะทำให้ปราชัยในที่สุด เพราะบริษัทที่เขาเคยอยู่ด้านหลังจะเดินแซงขึ้นไปไ้ด้ แต่ถ้าพนักงานทุกคนหมั่นปรับปรุงงานตลอดเวลาก็จะไม่แพ้ใคร.
ปลดพันธนาการ
นับตั้งแต่วันที่น้องบัว ลูกสาวคนโตของผม ได้สร้างวีรกรรมอันโดดเด่น ด้วยการร่วมฉลอง “บันไดลิง” เครื่องเล่นใหม่เอี่ยมของโรงเรียน ถึงขนาดตกลงมา แขนหัก ต้องผ่าตัดดามเหล็กไว้ที่ข้อศอกซ้าย จนถึงวันนี้เป็นเวลาครบ 1 เดือนพอดีเป๊ะ ที่เธอต้องใช้ชีวิตโดยใช้เพียงแขนเดียว ตั้งแต่อาบน้ำ กินข้าว อ่านหนังสือ ว่ายน้ำ เอ่อ อันนี้ไม่ใช่ ซึ่งแต่ละอย่างนับว่าเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากโดยแท้

น้องไหมกับพี่บัว
แล้วก็เข้าสู่เรื่องที่ผมจั่วหัวบล็อกเอาไว้ เพราะวันนี้เป็นวันที่คุณหมอนัดให้ไปเอาเหล็กที่ดามออกได้แล้ว สร้างความยินดีปรีดากระดี๊กระด๊าให้น้องบัวเป็นอย่างมาก เพราะจะได้วิ่งเล่นซะที เป็นงั้นไป แทนที่จะมีอารมณ์นึกกลัวนั่นกลัวนี่หรือกลัวเจ็บ เฮ่อ นี่แหละหนาเด็ก
ผมไปส่งลูกที่รพ.ไม่ได้ เพราะมีประชุมตอนเช้า และมีงานค้างที่ต้องสะสางให้เสร็จก่อนช่วงบ่าย เลยต้องให้แม่น้องบัวแสดงแทน พอทำงานไปได้สักพักใหญ่ กำลังเพลินๆ เหลือบมองนาฬิกาก็สิบโมงแล้ว ตอนนี้น่าจะเอาเหล็กออกเสร็จแล้ว ลองโทรไปถามไถ่อาการสักหน่อย ว่าเอาออกยังไง ฉีดยาชาหรือเปล่า ร้องไห้ไหม ปรากฏว่าคำตอบคือ เอาเหล็กออกเรียบร้อยแล้ว ไม่ฉีดยาอะไรทั้งนั้น ไม่ร้องสักแอะ ตอนนี้ไปเรียนหนังสือแล้ว !!!
อึ้งกิมกี่สิครับท่านผู้ชม…เจ้าเหล็กสองเส้นที่เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น ที่โผล่ออกมาตรงปลายข้อศอกนั่นมันเอาออกง่ายๆเลยเหรอ แล้วตอนรูดเอาเหล็กออก ลองนึกภาพตอนเรารูดเอาลูกชิ้นออกจากไม้ดูนะครับ เนื้อลูกชิ้นมันยังยู่ไปมาเลย แล้วนี่มันเนื้อคนนะไม่ใช่ลูกชิ้น มันจะไม่เจ็บมั่งหรือไงนะ หรือว่าลูกสาวผมอึด ตอนที่แขนหักก็ไม่ร้องไห้สักแอะ จนหมองงว่าทนได้ยังไง แต่ก็ช่างมัน เอาออกแล้วก็แล้วไป หมดเรื่องหมดราวกันเสียที ห่วงแต่ลูกสาวผมนี่สิ เคยถามว่า ถ้าแขนหายแล้วจะไปเล่นเจ้าบันไดลิงนี่อีกหรือเปล่า … คำตอบคือ แน่นอนค่ะพ่อ ฮ่วย.
วันนี้หนาวกว่าเมื่อวาน
ถ้าถามว่าชอบอากาศหน้าไหนที่สุด ผมคิดว่าน่าจะบอกว่าหน้าหนาวนะ เพราะอากาศเย็นสบาย เข้าหน้าหนาวทีไร กลางวันสั้นกลางคืนยาวกว่าปกติ ทำงานน้อยลงได้นอนมากขึ้น พวกสาวๆก็เลือดฝาดฉีดบนใบหน้าน่ารักน่ามอง 55 อีกอย่างคือดอกไม้เมืองหนาว ก็แย่งกันออกดอกสวยสดมาให้ชื่นชมกันถ้วนหน้า แบบนี้นี่เองพอเข้าหน้าหนาวทีไร คนชอบเฮโลไปเที่ยวแถบเหนือและอีสานมากกว่าภาคอื่นๆ
ด้วยความที่เป็นคนเหนือโดยกำเนิด จำได้ว่าสมัยเด็กๆ พวกโลชั่นทั้งหลายยังไม่มีวางขายดาดดื่น หลากหลายยี่ห้อและสรรพคุณมากเหมือนสมัยนี้ แต่ใช้มะกรูดหนึ่งซีกบีบเอาน้ำมาชโลมแขนขา ไม่ให้แตกเป็นริ้วๆและมันก็ได้ผลจริงๆนะ พูดไปแล้วบรรยากาศสมัยเด็กๆก็หวนกลับมาอีกครั้ง 55
จากความทรงจำลางๆ ผมว่าสมัยผมเด็กๆ อากาศหนาวกว่านี้นะครับ ตอนไปเรียนนี่นั่งเรียนในห้องไม่ได้เลย ต้องเอาเก้าอี้ไปคนละตัว แล้วออกไปนั่งผิงแดดนอกห้อง ต้องใส่ถุงมือด้วย เพราะมันแข็งจับดินสอได้ แต่เขียนอะไรไม่ได้เลย มันหนาวมากๆ … เอ แต่หรือว่าเพราะผมย้ายมาอยู่ภาคตะวันออกนานแล้ว เลยรู้สึกว่าอากาศหนาวสู้สมัยก่อนไม่ได้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

18 องศาเซลเซียส
วันนี้ตื่นเช้ารีบมาดูอุณหภูืมินอกบ้าน … 18 องศาเซลเซียส เย็นลงกว่าเมื่อ 2-3 วันก่อนนิดหน่อย สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าเย็นสบายกำลังดีเลย เวลาตอนนั้นก็ 6 โมงเช้านิดหน่อย อีกไม่กี่วันก็ได้หยุดวันพ่ออีกแล้ว งานการก็ต้องรีบสะสาง รีบทำคะแนนให้เข้าตาฝ่ายบริหาร (แบบนี้เรียกว่าพวกแอคทีฟเฉพาะปลายปี 55) แล้วต้องคอยลุ้นอีกว่าปีนี้โบนัสจะคลอดออกมาเท่าไหร่ มิหนำซ้ำต้องรีบมองหาที่เที่ยวปลายปีอีก เดี๋ยวจะอดซะหมด เห็นไม๊ว่างานเยอะจริงๆ.
ตรวจสุขภาพประจำปีกันเถอะ
เมื่อวานมีข่าวนักการเมืองอาวุโสท่านหนึ่ง เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ทั้งๆที่ได้ข่าวว่าอาการเพิ่งทรุดลงเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนนี่เอง เลยรู้สึกว่าถึงคุณจะร่ำรวยเงินทองมากมายมหาศาลขนาดไหน แต่ยังไงคุณก็ซื้อสุขภาพที่ดีให้ตัวเองไม่ได้ แล้วพอมานึกย้อนถึงตัวเอง ก็ทำให้ผมเสียวสันหลังเหมือนกัน เพราะนี่ก็ถึงเวลาของการตรวจสุขภาพประจำปีอีกแล้ว หลังจากที่ตรวจร่างกายครั้งล่าสุดไปเมื่อเดือนนี้ของปีก่อน ก็เลยต้องบอกตัวเองว่า ถึงเวลาที่จะต้องตลุยโรงหมออีกครั้งหนึ่งแล้ว

โปรแกรมตรวจร่างกายประจำปี
บังเอิญบริษัทที่ผมทำงานอยู่ ท่านมีจิตอันเป็นกุศลกลัวพนักงานตายในหน้าที่มาก เลยจัดงบให้ส่วนหนึ่งให้พนักงานได้ไปตรวจสุขภาพกันเอาเองตามอัธยาศัยตามแต่สะดวกและศรัทธา แล้วค่อยเอาบิลมาเบิกกับบริษัททีหลัง ซึ่งผมก็เลือกเอาโปรแกรมตามรูปบน ซึ่งสะดวกเพราะอยู่ใกล้บ้านด้วย แต่ขอสงวนชื่อโรงพยาบาลไว้หน่อยเพราะไม่ได้ค่าโฆษณา 55
จำได้ว่าขั้นตอนการตรวจร่างกายก็คือ งดอาหารและน้ำหลังสองทุ่ม (เอ หรือสี่ทุ่มนะ ชักไม่แน่ใจ) ก่อนตรวจร่างกายวันถัดไป และก็ต้องไปกันแต่เช้า และห้ามทานอาหารเช้าหรือน้ำ ไปถึงก็เจาะเลือดก่อน ดูดไปประมาณ 10 ซีซี ได้มังครับ (เต็มหลอดนั่นแหละ) แล้วเค้าก็พาไปเอ็กซเรย์คลื่นหัวใจ ตรวจปัสสาวะ อัลตร้าซาวด์ช่องท้องด้านบน เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจปริมาณน้ำตาลในเลือด ตรวจปริมาณไขมันคลอเลสเตอรอล ปริมาณไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ตรวจหามะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเซี่ยงจี๊ เออ อัันนี้ไม่ใชนี่หว่า โอ้ย เยอะแยะไปหมด น่าทึ่งนะครับ แค่เลือดของเราอย่างเดียวเนี่ย สามารถตรวจหาโรคอะไรๆำได้เยอะแยะเลย
หลังจากตรวจอะไรๆไปหมดแล้ว เราเลือกได้ว่าจะเอาผลตรวจกลับบ้านเลย หรือรอคุณหมอท่านวินิจฉัยผลการตรวจให้ ซึ่งก็ร้อยทั้งร้อยรอหมอทั้งนั้นแหละครับ เพราะผลที่ออกมามีแต่ภาษาอังกฤษกับตัวเลข ไม่รู้เรื่องหรอก ซึ่งผลการตรวจสุขภาพของผม (ปีที่แล้ว) ก็ปกติดี มีแต่ว่ามีกรดยูริกสูงไปหน่อย และมีไขมันส่วนเกินอยู่ในตับเล็กน้อย รอดไปปีนึง ส่วนปีนี้จะเป็นยังไงก็ต้องรอวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย.นี้แหละครับ.
Eximius WordPress Theme
วันนี้อากาศเริ่มเย็นลงกว่าหลายๆวันที่ผ่านมา ตื่นเช้าก็ลองไปดูเทอร์โมมิเตอร์ที่ติดไว้ที่หน้าบ้าน … 21 องศาคืออุณหภูมิในขณะนั้น ประกอบกับลมหนาวที่พัดกระโชกมา ทำใ้ห้เกิดอาการสั่นสะท้านแบบไม่ต้องแกล้งทำ 55 ป่านนี้หลายคนคงเตรียมแผนการท่องเที่ยวเอาไว้กันแล้ว เพราะที่เที่ยวแต่ละแห่งคงต้องจองล่วงหน้า ไม่ใช่ว่านั่งรถไปดุ่ยๆแล้วไปหาที่พักเอาข้างหน้า แบบนั้้นมีโอกาสต้องนอนวัดสูงมาก
แต่จะว่าไปแล้ว การที่คนเฮโลออกไปเที่ยวกันเยอะนี่ดีต่อเศรษฐกิจของประเทศนะครับ เงินตรามีการไหลเวียนสู่ตลาดมากขึ้น เกิดสภาพคล่องมากขึ้น เงินทองไหลผ่านจากคนที่รวยไปสู่คนที่รวยน้อยกว่า สำหรับคนที่ชอบการท่องเที่ยวแบบอิงกับธรรมชาติ (กางเต๊้นท์นอนกับดินนั่นแล) ก็คงเสียค่าใช้จ่ายไม่มากเท่าไหร่ แต่ถ้าพักตามสถานที่ท่องเที่ยวแบบรีสอร์ทหรือบังกาโล ก็คงต้องโดนราคาที่โขกขึ้นไปอีก 2-3 เท่า โดยมีข้ออ้างก็คือเป็นช่วงไฮซีซั่น และไม่ใช่แค่ที่พักที่นอนนะครับ อาหารการกินก็พลอยเฮโลขึ้นกันไปด้วย แบบนี้เรียกว่าตามน้ำ แต่ก็ช่างเถอะถือว่านานๆทีไม่ว่ากัน แต่ที่น่าเกลียดก็คือ พวกมิจฉาชีพทั้งหลายนี่แหละตัวดีนักทำชื่อเสียมานักต่อนักแล้ว ไม่ได้เสียชื่อเฉพาะสถานที่เที่ยวที่นั่นเท่านั้ัน แต่มันเป็นการโพนทะนาจากปากสู่ปากของนักท่องเที่ยวเลยนะครับ

Eximius WordPress Theme
ก็พล่ามไปตามเรื่องของคนที่ปีนี้ อาจไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหน ก่อนปิดบล็อกวันนี้้ก็เอาธีมสวยๆ ดูขรึมไม่เบื่อเร็วมาฝากกัน ธีมนี้ชื่อว่า Eximius ทำการดาวน์โหลดได้ที่ Download Eximius ธีมนี้เป็นแบบ 3 คอลัมน์ มีเมนูซ้าย-ขวาส่วนบทความอยู่ตรงกลาง หวังว่าคนที่ชอบมีเมนูซ้าย-ขวาคงชอบนะครับ.