Archive for October, 2009
"แขนหัก" เรื่องไม่เล็กของเด็กเล็ก
ขณะกำลังขับรถกลับบ้านตอนเย็นวันจันทร์ มีโทรศัพท์เข้าจากภรรยาว่า “น้องบัวอยู่รพ…นะ คิดว่าแขนหัก..” อาการแรกคือตกใจ และอึ้งกิมกี่ เพราะมันเป็นความบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมากับน้องบัว พอตั้งสติได้ ผมเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางในทันที
พอไปถึง ก็พบน้องบัว ลูกสาวคนโตนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยสีหน้าตกใจนิดๆ สิ่งที่ผมเห็นต่อมาคือ ข้อศอกซ้ายของลูกมีผ้าก๊อชพันไว้และมีถุงน้ำแข็งวางทับไว้ สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือความสงสารจับใจเพราะมันคงจะเจ็บมาก แต่ผมไม่มีทางรู้ได้ว่าเจ็บเพราะกระดูกหักมันจะเจ็บแค่ไหน เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยมีอวัยวะส่วนไหนหักเลย
จากการสอบถามได้ความว่า เธอตกจากเครื่องเล่นใหม่ที่โรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้นักเรียน มันเป็น “บันไดลิง” และเธอตกลงมาเพราะมีการชนกันขณะปีนเล่นกันอยู่ แล้วลูกสาวผมธรรมดาที่ไหนซนเอาเรื่อง

ฟิล์มเอ็กซ์เรย์กระดูกที่หัก
ผลการเอ็กซเรย์ มีกระดูกส่วนที่หักออกมาตรงปลายกระดูกท่อนแขนส่วนบน หมอบอกว่าวิธีการรักษาต้องวางยาสลบ แล้วขั้นตอนต่อมาก็ต้องพยายามดันกระดูกที่หักให้เข้ารูปเดิมแล้วเข้าเฝือกไว้ แต่ถ้าไม่ได้ผลต้องทำการผ่าตัดแล้วดามเหล็กกระดูกแขนท่อนบนให้ติดกันแล้วเข้าเฝือก
หมอพาน้องบัวเข้าห้องผ่าตัดตอน 4 ทุ่มครึ่ง ผมกับภรรยากลับไปอาบน้ำที่บ้าน แล้วกลับมาเฝ้าที่หน้าห้องผ่าตัด เวลาผ่านไปจนเกือบจะตีสองของวันใหม่ พนักงานก็เข็นรถเข็นออกมา น้องบัวนอนอยู่บนนั้น หลับไหลไม่ได้สติ น่าสงสารมากครับ ขณะเดียวกันคุณหมอเจ้าของไข้ก็ออกมาอธิบายว่า วิธีการแรกไม่ได้ผลต้องใช้วิธีที่สอง เลยต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน และเธอจะมีแผลเป็นอยู่ที่ใต้ข้อศอกยาวประมาณ 2 นิ้ว และหลังจากแผลหายแล้ว ต้องทำกายภาพบำบัดอีกประมาณ 1 เดือน และที่สำคัญขณะที่เข้าเฝือกอยู่อย่าให้แขนกระทบกระเทือน เพราะอาจทำให้กระดูกไม่ต่อสนิททำให้แขนโก่งได้
คืนนั้น ไม่ใช่สิต้องเป็นเช้าวันนั้น ผมกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ส่วนภรรยาเฝ้าน้องบัวอยู่ที่รพ. พอเช้าผมรีบกลับไปที่รพ. ก็พบน้องบัวหน้าตาสดชื่นให้น้ำเกลืออยู่ แผลที่แขนก็พันผ้าไว้แน่นหนา

น้องบัวบอกว่ายังไหวค่ะ
เห็นแล้วก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง คิดซะว่าฟาดเคราะห์ ยังดีที่เป็นแขนซ้ายนะครับ ถ้าเป็นแขนขวาหรือเอาคอลงจะสูญเสียมากกว่านี้จนไม่กล้าจะคิดเลยครับ พอบอกว่าน้องบัว ถ่ายรูปไปอวดเพื่อนพ่อหน่อน แชะ ก็ได้ภาพนี้มา แต่เอ … เครื่องเล่นชนิดนี้อาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อเด็กมากไปหรือเปล่านะ เพราะถ้าน้องบัวตกได้ เด็กคนอื่นก็ย่อมจะตกได้นะ น่าคิดทีเดียว ?
ตัดใจไม่ลงจริงๆ
หลังจากใช้งานเจ้า Konica Minolta Dimage Z3 มานานซัก 5 ปีได้ ก็มีความคิดอยากจะเปลี่ยนมาใช้กล้อง compact คุณภาพดีๆ ขนาดเล็กๆ พกพาสะดวกกะเค้ามั่ง เพราะขี้เกียจกระเตงๆเจ้า Z3 นี่ไปไหนด้วยเต็มแก่แล้ว อีกอย่างคือ จอ lcd แค่ 1.5 นิ้ว เล็กไปหน่อย จ้องทีตาเหล่เลย และคุณภาพ 4 ล้านพิกเซล ก็น้อยไปอีกแล้ว สนนราคาที่ควักออกเป็นค่าตัวของเจ้าหล่อน ตอนถอยออกมาครั้งแรกนั้นก็ 21,000 บาทพอดิบพอดี

Konica Minolta Dimage Z3
คิดได้ดังนั้นก็รีบ แจ้นไปที่ห้างคาร์ฟู ร้านซื้อ-ขายสินค้ามือสอง พอยื่นให้พนักงานดู เค้าก็เอามาลองพลิกดูไปมา ลองถ่ายภาพดู ทุกอย่างโอเคหมด แต่แล้ว คำพูดของพนักงานคนนั้น ก็ทำให้ใจผมเ่หี่ยวฝ่อไปหมด “ผมให้พี่ 500 แล้วกัน !”
ห๊า … 500 เนี่ยนะ ขอ 2 พันได้ป่าว ตรูซื้อมาสองหมื่นฝ่านะเฟร้ย ทำแบบนี้ได้ไงเนี่ย ของก็ยังสภาพดี ไม่เคยหล่น ไม่มีตำหนิสักนิดเดียว
“คงให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะมันตกรุ่นไปนานมากแล้ว และ Konica ก็โดน take over ไปแล้ว … ผมว่าพี่ทนใช้ไปเถอะ”
แต่ ด้วยความอยากได้กล้องตัวเล็กๆ พกพาสะดวก ก็พยายามต่อรองเต็มที่ แต่จนแล้วจนรอด การเจรจาก็ยังคงยืนอยู่ที่ 500 เช่นเดิม เอาไงดีหว่า ก็เลยเอามาลูบๆคลำด้วยความเสียดาย ท้ายที่สุดก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง เราคงต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนานนะเจ้า Z3 เอ๋ย …
2012 ฤาจะเป็นวันสิ้นโลก
ช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ มีภัยพิบัติจากธรรมชาติเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน เช่น พายุไซโคลนนาร์กิสที่ถล่มพม่ามีคนตายหลายหมื่นคน เหตุแผ่นดินถล่มในมณฑลเสฉวนของจีน พายุไต้ฝุ่นเกดสะหนาถล่มฟิลิปปินส์ ไ้ต้ฝุ่นป้าหม่าถล่มเวียดนาม ฯลฯ
มีผู้สันทัดกรณีบางท่านบอกว่า สาเหตุเพราะโลกร้อนกว่าเมื่อก่อน และได้ทำการทดลองจนสรุปได้ว่า ถ้าโลกร้อนขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส จะมีอิทธิพลทำให้ลมพายุมีความรุนแรงขึ้น 6 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว แล้วถ้าเราลองสังเกตุดีๆ จะพบว่าในปีนี้เกิดพายุระดับรุนแรงมากกว่า 10 ลูกทั่วโลก ซึ่งนับว่ามากกว่าเมื่อหลายปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ทีนี้ก็มาถึงหนังฮอลลีวู้ดเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า “2012″ ซึ่งเป็นหนังที่เกี่ยวกับภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ลงโทษมนุษยชาติ ซึ่งสอดคล้องกับคำทำนายที่ผู้กล่าวอ้างถึง เป็นอย่างไรมาดูกันครับ
หลายปีก่อนมีเรื่องพิสดารเกิดขึ้น เมื่อนาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scallion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979 แต่กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็อ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆ บนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่
คนที่เชื่อถือนายกอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอสแองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อ มกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วอย่างแม่นยำ
แต่คำทำนายน่าตื่นเต้นที่เขาพูดไว้เมื่อปี พ.ศ.2521 ก็คือว่าเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่สายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1998-2012 หรือ พ.ศ.2541-2555 นั่นเอง
ความเชื่อนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอีกหลายคน เช่น นาย ฮูเซลีนโย่ (Juseleeno ) ชาวบราซิล ที่มองเห็นอนาคตล่วงหน้าด้วยตานิมิต สิ่งที่เขาเห็นแบบเดียวกับกอร์ดอนเห็นก็คือ โลกจะพังพินาศด้วยภัยธรรมชาตินานัปการ เป็นต้นว่า ในปี 2551 นี้ ญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงจีน มีการเสียชีวิตนับล้านคน (ปี 2548 เกิดแผ่นดินไหวที่เสฉวนของจีน พายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่มพม่า เกิดแผ่นดินไหวใต้มหาสมุทรนับครั้งไม่ถ้วน) และจะเกิดการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในอเมริกา ปี 2553 ทวีปแอฟริกาจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และปี 2554 จะเกิดโรคไวรัสสายพันธุ์ใหม่ฆ่ามนุษย์ วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2557 ดาวเคราะห์ขนาดเล็กจะชนกับโลก จนถึงปี 2558 มนุษย์จะตายเพราะทนความร้อนไม่ได้
สำหรับ “อูแรนเดอร์ โอลิเวียร่า” ผู้ซึ่งอ้างว่าเคยได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผู้โด่งดังนั้น ก็อ้างว่าเขามีโทรจิตที่เห็นภาพอนาคตจากการบอกเล่าของมนุษย์ต่างดาว ว่าในปี ค.ศ.2012 นั้น จะมีแสงสว่างมากที่สุดในกาแลกซี่และสะท้อนไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรรอบตัว สิ่งมีชีวิตและโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง อันนี้เหมือนโม้แฮะ
ด้วยความเชื่อเหล่านี้ บวกกับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีผู้คาดการณ์วันอันน่าระทึกเอาไว้ที่วันที่ 21 เดือน ธันวาคม ค.ศ.2012 นั้นเป็นวันเริ่มต้นกระบวนการดับสูญของโลก หรือ “Doomsday -21/12/12” โดยคาดการณ์ว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์จะเดินทางมาอยู่ยังศูนย์กลางของกาแลกซี่ ทำให้โลกดวงเล็กๆ ของเราคลอนโยกเยกและปลิวไปมา กระทั่งอาจจะต้องดับสูญลงไป โดยขณะนี้มีผู้จำลองเหตุการณ์ของ Doomsday แบบมัลติมีเดียไว้ในเวบไซต์ของ YouTube มากกว่า 20 ชุด
มีผู้อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เกิดจากการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ Hyderabad คำนวณการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ขั้วทิศเหนือและขั้วทิศใต้สลับตำแหน่งกัน ว่ามีคุณสมบัติแม่เหล็กพลิกกลับขั้วของดวงอาทิตย์ทุกๆ 11 ปี และจะก่อพลังงานสูงสุดได้ในปี 2012 อย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเมื่อหลายล้านปีก่อน
อย่างไรก็ดี มีผู้ออกความเห็นมากมายที่ยังเชื่อว่า ปี 2012 อาจไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะเห็นโฉมหน้าของโลกใหม่ เรากลับมาที่แผนที่โลกของนายกอร์ดอนอีกครั้ง ซึ่งแผนที่ฉบับนี้ (Future Map Of The World) ได้ระบุเหตุการณ์ไว้มากมาย สรุปที่สำคัญๆ ได้เป็นต้นว่า
ออสเตรเลีย จะเสียแผ่นดินไป 25% จากน้ำท่วม, นิวซีแลนด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะแผ่นดินเก่าและใหม่จะเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน นิวซีแลนด์ห่างไกลจากทะเลมาก แอฟริกาจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน แม่น้ำไนล์จะกว้างกว่าเดิมมาก ทะเลแดงจะกว้างออก ทำให้กรุงไคโรจมหายไปในทะเล เช่นเดียวกับเกาะมาดากัสการ์
จะมีแผ่นดินเกิดใหม่ในทะเลอาหรับ ทะเลสาปวิคอเรียจะรวมเข้ากับทะเลสาบยาซาไหลสู่มหาสมุทรอินเดีย ส่วนอเมริกาใต้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ลุ่มน้ำอะเมซอนจะกลายเป็นทะเลปิดแบบเดียวกับทะเลสาปสงขลา ในเมกซิโกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวต่อเนื่องยาวนาน 25 ศตวรรษ ส่วนยุโรปตอนเหนือจะจมลงทะเล เหลือแค่เกาะเล็กๆ รัสเซียจะแยกจากยุโรป เกิดทะเลใหญ่ยาวมาก ฝรั่งเศสจะจมน้ำเหลือแต่กรุงปารีส ทางน้ำใหม่จะแยกสวิสเซอร์แลนด์ออกจากฝรั่งเศส และอิตาลี เวนิส เนเปิ้ล รวมถึงโรมจะจมน้ำหายไปในทะเล ฯลฯ
มาดูฝั่งเอเชียของเรากันบ้าง แผนที่ใหม่นี้ได้บอกว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะทำให้เกิดน้ำท่วมตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่งซึ่งอยู่ระหว่างอะลาสก้ากับรัสเซีย เกาะญี่ปุ่นจึงจะจมหายไปหมด เหลือไว้แค่ 2-3 เกาะเท่านั้น ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ และไต้หวันกับเกาหลี ก็จะหายจมไปในทะเล ดังนั้น แนวฝั่งของจีนก็จะร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล์ทีเดียว อินโดนีเซียจะถูกทำลาย เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ เอเชียจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากเพราะตั้งอยู่บน 3 ทวีป ส่วนไทยนั้นอยู่บนแผ่นทวีปของยูเรเซี่ยน ซึ่งจะเกิดการยกตัวให้สูงขึ้น แผ่นแปซิฟิกจะเคลื่อนไป 9 องศา ดังนั้น บางส่วนจะมุดตัวลง บางส่วนจะยกตัวขึ้น
ผลสรุปการทำนายก็คือ ประเทศไทยจะยังเหลืออยู่บางส่วนตามภาพที่ขยายออกมา ซึ่งคงได้ยินกันมาอยู่บ้างว่า ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุดคือภาคเหนือ ส่วนอีสานบางส่วน และภาคใต้จะจมลงไปในทะเลพร้อมกับมาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ส่วนชายฝั่งทะเลจะมาอยู่ที่ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัยและตาก และแม่น้ำโขงจะกลายจากแม่น้ำเป็นทะเล.
ทั้งหมดนี้ โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านและพิจารณานะครับ และขอให้ทุกคนจงอย่าประมาทและระมัดระวังตนให้พร้อมไว้ก็พอ คิดเสียว่า อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด.
ปล. ดูคลิปจาก Youtube อันนี้แล้ว CG สุดยอดมากเลย อยากดูมากๆ หนังจะเข้าฉายพฤศจิกายนปีนี้ครับ
กำไรเห็นๆ

ฮ่า ฮ่า ฮ่า
หญิงชรานางหนึ่งถือถุงใบเขื่องเดินเข้าไปในธนาคาร และกล่าวกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ ว่าต้องการฝากเงินสามล้านบาทแต่ขอคุยกับผู้จัดการโดยตรง
พนักงานเห็นว่าหญิงชรามีเงินจำนวนมาก เลยพาไปห้องผู้จัดการเมื่อไปถึง ผู้จัดการเกิดความสงสัยว่า หญิงชราไปเอาเงินมาจากไหนเลยถามขึ้นว่า
ผู้จัดการ – คุณยายเอาเงินมาจากไหนมากมายครับ?
คุณยาย – ยายชนะพนันมาจ้ะ
ผู้จัดการ – ยายไปพนันอะไรมาเหรอครับ?
คุณยาย – ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม….อยากรู้ใช่ไหม? เรามาลองพนันกันก็ได้สักแสนนึง เอาไหมล่ะ? ว่าก่อนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ไข่ของพ่อหนุ่ม จะกลายเป็นสี่เหลี่ยม
ผู้จัดการ – ฮ่าฮ่าฮ่า ล้อเล่นน่า จะพนันกันจริงๆเหรอ?
คุณยาย – จริงๆซิ ยายมีเงินไม่เห็นเหรอนี่ไงตั้งสามล้าน ว่าแล้วคุณยายเปิดถุงเงินให้ผู้จัดการดู
ผู้จัดการเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ไข่ของตนจะกลายเป็นสี่เหลี่ยม เลยตอบตกลงรับคำท้า และนัดแนะกันว่าพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงจะมาพบกันอีกที
ตลอดวันนั้นผู้จัดการไม่เป็นอันทำงานเฝ้าแต่คอยคลำไข่ตัวเองว่ายังกลมๆรีๆ อยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า
รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผู้จัดการก็ไม่ลืมที่จะตรวจสอบลูกน้อยทั้งสองใบ ว่ายังกลมอยู่เหมือนเดิมจริงๆหรือเปล่า เมื่อคลำดูแล้วก็ยังกลมๆดีอยู่ ผู้จัดการเลยรู้สึกกระหยิ่มใจว่าวันนี้รวยแน่
เวลาเก้าโมงตรงหญิงชรามาที่ธนาคารและตรงไปที่ห้องผู้จัดการทันทีพร้อมกับชายอีกคน
ผู้จัดการ – สวัสดีครับคุณยาย อ้าว…พาใครมาด้วยละนี่?
คุณยาย – อ๋อ…ทนายน่ะ ยายเห็นเงินพนันมันมากเลยพาทนายมาด้วย
ผู้จัดการ – ฮุฮุ…คุณยายผมเสียใจด้วยนะคุณยายแพ้พนันผมแล้วหละ ไข่ผมยังกลมอยู่เลยนี่ไง
ว่าแล้วผู้จัดการก็จัดแจงปลดกางเกงลง และเรียกให้หญิงชรามาตรวจสอบน้องชายได้ หญิงชราจึงเดินเข้าไปแล้วก็ลูบๆคลำๆไข่ผู้จัดการอยู่ สักพักแล้วพูดขึ้นว่า
คุณยาย – อืมมมม ยังกลมอยู่จริงๆ ยายยอมแพ้แล้ว
ขณะที่คุณยายกำลังคลำไข่ผู้จัดการอยู่นั้น … ผู้จัดการเหลือบไปเห็นทนายที่มากับหญิงชรา กำลังเอาหัวโขกกำแพงอย่างแรงติดๆกันหลายครั้ง เลยถามคุณยายว่า
ผู้จัดการ – ยายๆ ทนายของยายเขาเป็นอะไรเหรอ?
คุณยาย – อ๋อ… เขาแพ้พนันยายน่ะ ยายบอกเขาว่า ภายในเที่ยงวันนี้ยายจะได้คลำไข่ผู้จัดการแบ๊งค์ใน office ของผู้จัดการเองเลย ทนายเขาไม่เชื่อ เราเลยพนันกันสองแสน….อิอิอิ…
5 5 5 5
โรงเรียนของน้องไหม
ตอนนี้น้องไหม ลูกสาวคนเล็กของผมก็อายุ 1 ขวบ 4 เดือนแล้ว ผมก็เริ่มมองๆหาเนิร์ซเซอรี่่ที่ไปรับ-ส่งลูกได้ง่ายๆ ไม่ไกลมากนัก และที่สำคัญควรจะมีมาตรฐานไว้ใจได้ ไม่ใช่ว่าเอาพี่เลี้ยงที่ไหนไม่รู้มาเลี้ยง พอลับหลังก็แอบตี แอบหยิกลูกเราล่ะแย่เลย เพราะลูกยังเล็ก บอกเราไม่ได้
เป็นเรื่องบังเอิญอย่างมาก ที่สองสามเดืิอนก่อน บริษัทฯมีโครงการทำสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน ภายใต้ชื่อว่า Kodomo Day Care ซึ่งมีนโยบายรับลูกพนักงานที่มีอายุตั้งแต่ 1 – 3 ขวบมาช่วยดูแลให้ในระหว่างที่พ่อหรือแม่ทำงานอยู่

Kodomoa Day Care
ตัวอาคารที่จะใช้เป็นสถานที่เลี้ยงดูเด็กก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้านหลังจะมีประตูเปิดไปถึงห้องพยาบาลของบริษัทด้วย เวลาเด็กเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ถึงมือหมอทันทีเลย
แล้วที่ผมชอบมากคือ อาคารนี้อยู่ติดกับอาคารที่ผมทำงานอยู่ด้วย คิดถึงเมื่อไหร่ ก็มาแอบดูได้เลย อิอิ

น้ำตกเล็กๆ น่ารัก
อาคารใช้ไม้ฝาเชอร่าทาสีฟ้าอ่อนตีเป็นแนว ทำให้ดูเหมือนเป็นบ้านพักพิง ไม่รู้สึกแข็งกระด้างแบบปูน ด้านหน้ามีน้ำตกเล็กๆ น่ารักแบบเด็กๆ มีตุ๊กตุ่นตุ๊กตาวางอยู่ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในเท่าที่แอบถ่ายจากด้านนอก ก็ใช้สีสันสดใสดี แต่ผมว่าผนังน่าจะปูด้วยวอลเปเปอร์ลายการ์ตูนมากกว่าจะเป็นสีขาวพื้นๆนะ แบบนี้โดนเด็กๆเปลี่ยนสีแน่นอน 55

เฟอร์นิเจอร์ภายใน
ส่วนจะเปิดทำการเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอสักพัก เพราะต้องได้ใบรับรองจากทางราชการก่อน แต่ยังไงก็ตาม ก็ยังเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กที่บริษัทเราทำเอง เค้าคงจะทำได้มาตรฐานละน่า อีกอย่างก็อยู่ใกล้หูใกล้ตาเราด้วย.