“ถั่ว” ใ้ห้คุณมากกว่าการ “ผายลม”
เมื่อวาน ผมได้รับของขวัญปีใหม่จากพี่ที่ทำงาน เป็นถั่วอัลมอนด์เคลือบด้วยชอกโกแลต 1 กล่อง เขียนกำกับไว้ที่หน้ากล่องว่า “Semi-Sweet” ก็เดาเอาว่าน่าจะเป็นประเภทหวานปานกลาง ดูจากแพ็กเกจก็สีสวยดีครับ พอจับไปจับมาก็นึกไม่ออกว่า รสชาดของมันเป็นยังไง เพราะปกติผมจะชอบเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือ ตอนกินแกล้มกับเบียร์เย็นๆนะครับ โฮ้ย มันสุดยอดแห่งความสุขจริงๆ สวรรค์อยู่แึ่ค่เอื้อม ฮ่าๆ

ถั่วอัลมอนด์
และด้วยความที่กระบวนการทางความคิดมันตีบตัน ไร้ซึ่งจินตนาการใดๆ ก็เลยบอกตัวเองว่า วันนี้อัพบล็อกเรื่องถั่วอัลมอนด์นี่แหละ ก็เลยไปค้นหาจากอากู๋ว่าด้วยเรื่องราวของ “อัลมอนด์” ว่าเป็นฉันท์ใด
อัลมอนด์ หรือ almond มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Prunus dulcis และถ้าให้เดาก็คงจะเดากันว่าน่าจะมีถิ่นกำเนิดในเมืองหนาวแถบทวีปอเมริกาหรือยุโรปเป็นแน่แท้ แต่ผิดครับ อัลมอนด์มีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นอัลมอนด์เจริญเติบโตได้ดีแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีอากาศร้อนจัด
เมื่อพูดถึงถั่วแทบทุกประเภท ผู้หญิงส่วนหนึ่งจะไม่ชอบ เพราะทำให้เกิดก๊าซในท้อง ผายลมบ่อยๆ หรืออาจจะกลัวอ้วน เพราะถั่วจะมีปริมาณไขมันสูง ซึ่งความจริง ไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญประมาณร้อยละ 80 ของพลังงานทั้งหมด แต่ไขมันในถั่วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวครับ
ไขมันในถั่ว เป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่น linoleic และ linolenic acids ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต ผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด ไขมันในถั่วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน polpolyunsaturated fats และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว Monounsaturated fats ไขมันนี้จะเพิ่มระดับ HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ซึ่งป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามินอี (ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ) dietary fiber, magnesium, copper, phosphorus, potassium, selenium และ folate ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของอเมริกา แนะนำให้รับประทานถั่ววันละ 1 กำมือ เพื่อลดไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือดลง
เห็นมั้ยครับว่า ถั่วมีประโยชน์มากกว่าแค่การ “ผายลม” นะครับ … และคำถามก็คือ “วันนี้คุณกินถั่วแล้วหรือยัง ?”.
แล้วถั่วดำล่ะครับ ผายลมง่ายขึ้นกว่ามั๊ย ฮ่าๆ